รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันโชคร้ายแฮะ แต่ในความโชคร้ายย่อมมีโชคดีเสมอ
เรื่องมีอยู่ว่า เช้านี้(3 พค 53) ก็ขี่มอไซจากบ้านไปมอตามปกติเนื่องจากยังไม่มีหอนอกอยู่น่ะนะ ตอนขี่พอขึ้นสะพานหน้าโรบินสัน(เซ็นทรัลแอร์พอร์ต) ด้วยนิสัยของมคือจะขี่ประมาณกลางเลนซ้ายบนสะพาน แล้วก็จะตรงไปตามเลนเรื่อยๆ ลักษณะของสะพานคือตัว r แบบนี้ โดยที่ผมเริ่มขึ้นจากด้านฐานของ r แล้วก็จะเลี้ยวไปทางขวา ซึ่งเป็นสะพานสองเลน ส่วนด้านซ้ายจะมีเลนเดียว และทางขึ้นที่ผมขึ้นจะมีสองเลน ดังนั้น ทางที่ผมขึ้น เลนถนน จะเลี้ยวไปทางขวา โดยจะมีเลนแยกอีกเลนอยู่กลางสะพาน
ทีนี้ตามปกติผมจะขี่ประมาณกลางๆเลนซ้ายและค่อนไปทางซ้ายหน่อย และเกาะเส้นบนถนนไปเรื่อยๆเพื่อที่จะเลี่ยวขวา แต่ว่าทันใดนั้นก็มีรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาทางด้านขวาของผมอย่างไว ผมก็ไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรมากนัก แต่ที่แน่ๆข้างรถนั่นเสยสีข้างมอไซผมเรียบร้อย
ตามสมมุติฐาและร่องรอยบนเสื้อและกางเกงยีนส์และรอยแผลต่างๆ ก็พอเดาได้ว่ารถคันนั้นฉลอลงจากเลนบวาเพื่อลงสะพานทางซ้าย ในขณะที่ผมกำลังเกาะเส้นถนนด้านซ้ายเพื่อไปทางขวา ด้วยความเร็ว 60-70 km/h รถคันนั้นเบียดเข้ามาทางซ้ายอย่างไวทำให้มอไซผมนั้นไปเสยด้านข้างรถคันนั้นพร้อมกับกระจกมองข้าง ทำให้กระจกมองข้างรถนั้นแตกกระจายเลย ส่วนมอไซผม ด้วยความเร็วที่มากกว่าทำให้แฮนรถด้านขวาเสยตัวรถทำให้มอไซพุ่งเข้าตัวรถ และสะบัดออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เสียหลักและล้มลง มอไซของผมสไลด์ไปตามทาง ส่วนตัวผมก็กลิ้งไปสองตลบแล้วก็ไถลตามมอไซไป
ขอบคุณวาสนากางเกงยีนส์ตัวใหม่ กระเป๋าสะพาย หมวกกันน็อกเพื่อนซี้สามปี และเสี้อกันหนาวที่ป้าให้มา ที่ช่วยรับความเสียหายแทนตัวผมทำให้ผมมีบาดแผลไม่มากนัก ในเรื่องการสไลด์ในตอนนั้นทำให้ผมนึกถึงภาพกีฬามันๆในกีวีที่ฉายการแข่งมอไซแล้วมีนักแข่งล้มไถลตามมอไซไปอารมณ์เดียวกันแบบนั้นเลย
ทีนี้มาลองดูว่ามีอะไรเสียหายมั่ง เริ่มจากกางเกงยีนส์ เป็นกางกางที่เพิ่งซื้อมือสองมาใหม่ๆ ใส่ได้เป็นวันที่สอง มีรอยดำที่เกิดจากเขม่าควันที่เกาะบนถนนจากการไถลไปหลังจากกลิ้ง อยู่ที่ขาขวาด้านนอก และมีรอยถลอกบนกางเกงขาขวาบริเวณหัวเข่า ผมก็คิดว่าถ้าไม่ใช่กางกางยีนส์ก็คงถลอกลึกไปแล้วแน่ๆ และขาซ้ายก็ไม่แพ้กันดำพอกันเลย
บนเสื้อกันหนาว บริเวณปกคอด้านหลังฉีกขาดค่อนข้างกว้าง และมีรอยถลอกบนสายสะพายของกระเป๋าเป้ ซึ่งปกติจะเอาไว้ใส่โน้ตบุ๊ค แต่ก็โลคดีที่วันนี้ไม่ได้เอาโน้ทบุ๊คใส่กระเป๋ามาด้วยเพราะวันเจอ torrent Sims3 Ambition ในตอนเช้าพอดี ก็เลยเปิดโหลดไว้ที่บ้านนั่นแหละ แต่สมมุติถ้าเอามาด้วย กระเป๋าคงมีขนาดใหญ่กว่าปกติและอาจทำให้ใส่สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ก็ได้ โดยเฉพาะ HDD 1.5 TB แหกขึ้นมา
หมวกกันน็อกก็มีรอยถลอกเล็กน้อย คากว่าหัวคงกระแทกพื้นตอนล้มครั้งหนึ่ง ถ้าเกิดตอนนั้นผมไม่ใส่หมวกกันน็อก ก็คงไม่ได้มาเขียนเอนทรี่นี้แน่ๆ แต่ตอนที่ล้มผมรู้สึกตัวตลอดนะ
แต่ที่ถือว่าแย่ที่สุดแต่ก็ไม่มากมายเท่าไหร่ก็คงจะเป็นบริเวณมือขวาที่มีการอัดเข้ากับตัวรถอีกคัน ทำให้มือขวากดตัวอย่างรวดเร็ว พอล้มแล้วก็คิดว่าหลังมือไปถูไถลบนพื้นถนนทำให้หลังมือมีแผลถลอก 4 จุด แต่ก็ไม่มากเท่ากับที่วิ่งหกล้มตอนเด็กๆ สำหรับอาการนี้เดี๋ยวไปอ่านในบทโรงพยาบาลนะครับ
เข้าของรถอีกคันก็หยุดรถเข้ามาดูว่าผมเป็นอะไรมากหรือเปล่า ตอนนั้นผมก็ลุกยืนได้แล้วก็เข็นมอไซไปริมสะพาน ก็คิดว่าไม่เป็นอะไรมากเลยไม่เรียกร้องค่าเสียหายเยอะเท่าไหร่ อีกอย่างรถคันนั้นก็กระจก มองข้างแตกก็คงซ่อมเยอะอยู่ เขาก็ให้มา 500 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาล แล้วก็แยกทางกันไปแต่โดยดี
แต่ความจริงมันก็จะเริ่มจากนี้
ผมก็ขี่มอไซหลังจากโดยเฉี่ยวนั้นแหละเข้ามอ ทนกับอาการเจ็บที่ข้อมือขวาที่คิดว่าซ้นแน่ๆแต่ก็ยังดันทุรังไปเรียนต่อ
อาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆใยตอนบ่ายในคาบวิชาญี่ปุ่น ที่ข้อมือปวดมากๆจนรู้สึกหน้ามืดไปพักหนึ่ง แต่ก็พยายามทนจนหมดคาบตอนบ่ายสามโมง แล้วผมก็ขอให้รุ่นพี่คณะที่เรียนญี่ปุ่นในคาบนั้นด้วยพาไปส่งที่โรงพยาบาลไผ่ล้อม
ไผ่ล้อมจริงๆก็คือคลีนิคเล็กๆตั้งอยู่แถวๆบริเวณหอหญิง รักษาเจ็บไข้ได้ปวดของบุคลากรและนักศึกษามช.ฟรี ผมก็ไปให้เขาดูอาการก่อน แต่วันตอนนั้นหมอไม่มี ผมก็เลยต้องนั่งรอกับรุ่นพี่ไปเรื่อยๆทั้งๆที่ในไผ่ล้อมตอนนั้น ผมเป็นคิวคนที่ 9 เอง
พอหมอมาก็เริ่มเรียกคิวมากจากคิวที่ 5 ผมก็ลุ้นเรื่อยๆว่าเมื่อไหร่จะเสร็จซะที จะได้รีบๆกลับ
และแล้วก็มาถึงผมซะที ก็เข้าไปเช็คอาการตามปกติ ซักประวัติเล็กน้อย แล้วก็ลองทดสอบอาการข้อมือซ้นของผมดู คุณหมอก็กดไปบนจุดต่างๆตามมือว่ามีอาหารปวดหรือเปล่า ซึ่งผมก็ปวดประมาณแถวๆข้อมืล่ะ แต่คุณหมอไม่แน่ในและบอกว่ากระดูกอาจร้าว เลยต้องส่งตัวไปที่รพ.มหาราชเพื่อเอ็กซเรย์และประเมินผลกันอีกที
เวลาตอนนั้นก็ประมาณห้าโมงได้ ผมก็ถามพี่ว่ารพ.มหาราชอยู่ไหน พี่แกก็ไม่รู้และไม่แน่ใจว่าเป็นที่เดียวกับสวนดอกหรือเปล่าเลยกลับไปถามจนท. ดู ปรากฎว่าเป็นที่เดียวกันจริงๆด้วย ทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาว่ารพ.สวนดอกที่เรียกกันอยู่ทุกวันนี้ มีชื่อจริงๆคือ รพ.มหาราชเชียงใหม่ ++!!!
ตามกำหนดการในใบส่งมอบ จะให้ผมไปทำการเอ๊กซเรย์ก่อน เมื่อเข้ารพ.ไปแล้วก็รู้สึกถึงความใหญ่โตของรพ.แห่งนี้ขึ้นมาทันที พอเดินเข้าไปในตัวอาคารแล้วก็ทำให้รู้ตัวอีกว่า
ตูหลงทาง!!!
แบบว่าบรรยากาศในรพ.นั้นคล้ายๆกับในเกมพวก Resident Evil หรือไม่ก็ Silent Hill เลยทีเดียว ทั้งๆที่ก็พอมีไฟอยู่บ้างนะ
ตอนนี้ก็เป็นการตามล่าหาห้อง xray อย่างเมามัน เดินทั่วชั้นหนึ่งเลย ในที่สุดก็เจอห้องที่ระบุไว้ในใบส่งมอบซะที เป็นห้องที่ใช้ลงทะเบียน xray ก่อน แล้วเขาก็จะบอกให้ไปเอกเรย์ห้องไหน เสร็จแล้วก็เดินๆไปล่ะ ห้องที่เขียนไว้บนซอง xray เขียนเลขห้องไว้ว่าจะไปห้องไหน พอดีว่าเป็นห้องที่เดินผ่านมาก่อนหน้าทำให้สามารถหาทางไปได้อย่างรวดเร็ว
ในการ xray นั้นจะฉายรังสีอยู่สามครั้งบนมือ ในสามท่า ท่าแรกแบมือราบกับฟิมล์ เป็นอะไรที่เจ็บมากมาย ต่อมาคือทางจีบนิ้ว ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ แต่หมอรังสีมาจัดท่าทีแทบร้องเลย สุดท้ายคือคือแบมือเอาสันมือตั้งฉากกับฟิมล์ก็เจ็บไม่ต่างจากอันแรกเท่าไหร่
เสร็จแล้ว ต่อไปคือไปรอวินิจฉัยที่ห้อง "ฉุกเฉิน" เป็นเคสที่ฉุกเฉินขนาดนั้นเชียว? ที่หน้าห้องฉุกเฉิน หมอก็เอาเตียงผู้ป่วยมาให้นอน ผมก็ก็งงๆว่าผมยังเดินได้อยู่ทำไมต้องนอนเตียง คำตอบคือในห้องฉุกเฉินมันไม่มีเก้าอี้ เลยจัดเตียงให้ ผมก็เลยยอมๆเขาและขึ้นนอนบนเตียง แต่กลางเป็นว่าตัวยาวกว่าเตียงแฮะ แต่ก็ไม่เป็นไร ปล่อยมันเลยไป
เข้ามาในห้องฉุกเฉินที่ผมนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยเข็นได้ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในเกมอะไรสักอย่างที่กำลังถูกเข็นไปทำอะไรบางอย่าง เสียวไส้ไม่ใช่น้อย แล้วเตียงห็ไปจอดอยู่ที่วอร์ดโล่งๆ และมีคุณหมอๆหลายคนคนมาสอบถามอาการว่าเป็นอะไรมากน้อยแต่ไหน นี่เห็นผมนอนเตียงมาเลยนึกว่าคอขาดบาดตายเรอะ แล้วก็มาทดสอบกดจุดเจ็บอีกมากมายหลายคน จะทดสอบอะไรนักหนาตูก็เจ็บนะเว้ยยยยยย
ผ่านไปสักพักหนึ่ง ดูเหมือนหมอดูฟิทล์ xray มือผมยังไม่มันใจเท่าไหร่ ผมเลยถูกส่งตัวไป xray อีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่นอนอยู่บนเตียงติดล้อนั่นแหละ ก็ถูกเข็นไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดอยู่ว่า "ตูเดินเองได้โว้ยยยยย"
กลับมายังห้อง xray เดิม หมอรังสีในห้องนั้นยังจำหน้าผมได้เลยเลยพูดว่า เขามาอีกแล้ว แบบว่าตูเกี่ยวอะไรด้วยตูแค่ถูกส่งมาหรอก คราวนี้ xray ครั้งเดียว ทำมือทำท่าให้คล้ายๆโยนโบวล์ โหย ท่านี้โคตรจะเจ็บอิ๊บอ๋ายเลย แต่ก็ต้องทนๆไว้ ระหว่างฉายรังสีไปมือก็สั่นไป
เสร็จแล้วก็ถูกเข็นกลับมาที่ห้องฉุกเฉินอีกครั้ง (ตูเดินเองได้โว้ยยยยย) คราวนี้หมอก็พิจารณาซ้ำอีกรอบ ระหว่างนั้นผมก็นอนรอสบายๆ แล้วก็มีสาวนางหนึ่งไม่ได้ใส่ชุแพทย์หรือพยาบาลมามองๆหน้าผม ผมก็มองกลับไป เธอก็ทักว่า "ใช่นายที่อยู่โรงเรียน***หรือเปล่า?" ผมก็ตอบว่าถูกต้องตามนั้น เธอแนะนำตัวเองว่ามาจากห้องอื่นจากโรงเรียนเดียวกันกับที่ผมจบมา ผมจำหน้าเธอไม่ได้เลยนะนั้น แต่ก็คงเพราะไม่ได้สนิทเท่าไหร่ด้วยแหละ
มถามเธอว่าเป็นอะไรทำไมมาอยู๋ในห้องฉุกเฉิน เธอตอบว่าเธอเพิ่งไปทำพันกับหมอมา แล้วบังเอิญโดนเข็มทิ่มที่แขน เลยโดนพามาตรวจเลือดซะเลยโชคร้่นหรือเปล่านะนั่น
ในที่สุดผลการวินิฉัยของผมก็เสร็จ ผลคือกระดูกไม่ได้เป็นอะไร แต่อาจมีกล้ามเนื้ออักเสบมั่ง หมอเลยสั่งยาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อให้แล้วก็ให้ไปจ่ายเงิน
ต่อไปนี้คือการผจญภัยอีกครั้งในรพ. เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อต้องเดินกลับไปบริเวณ xray อีกครั้งเพื่อผ่านไปห้องชำระเงิน เดินหลงไปหลงมาอยู่พักนึงก็เจอห้องแล้ว พอจ่ายเสร็จ รับยาแล้ว ก็มองหาป้ายห้องฉุกเฉินแดงๆ ปรากฎว่าชี้ไปอีกทางคนละทางที่เดินผ่านมา ก็เลยลองไปตามดู
หลังจากที่ตามป้ายไปซักพักก็เจอทางออก แต่ปรากฎว่าเป็นทางออกข้างๆห้องฉุกเฉินที่ผมเพิ่งออกมาแล้วเดินไปจ่าตังอีกทาง ทางที่เพิ่งเดินออกมาใกล้กว่าทางที่เดินตอนแรกอีกนะเนี่ย เกิดอาการเฟลเล็กน้อย
ตอนนี้ผมก็อยู่บ้านละนะ อดทนขี่มอไซทั้งๆข้อมือซ้นนั้นแหละ ทรมานจริงๆ
ยังไงก็ ทุกๆคนที่ใช้รถใช้ถนน อย่ามองข้ามความปลอดภัยไปนะครับ ใส่หมวกหันน็อก หรือคาดเข็มขัดนริภัยให้ดี และขับรถอย่างระมัดระวังนะครับ